จากการที่ได้อ่านหัวข้อเรื่องนี้ เลยเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างใน ก็ทำให้ได้ข้อคิดเตือนอะไรได้
ถึงบางทีเราอาจเคยคิดได้มาก่อนแล้ว แต่การถูกเตือนให้ได้รู้อีกครั้งมันก็ดีนะ
มันเป็นธรรมชาติใน DNA ของมนุษย์ทุกคน
ที่ชอบความสุข และรังเกียจความทุกข์
เรามีปกติในการรักที่จะได้มา และไม่ชอบที่จะเสียไปแต่ลืมไปว่า บางทีเพื่อจะได้บางอย่างที่วิเศษมา
มันต้องยอมเสียบางอย่างไปก่อน
และบางครั้งสิ่งที่สวยงาม มันก็เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่สวยงามนะ
รู้จักนักร้องตัวเล็กๆที่ชื่อ ชารีส ไหมครับ?
ชื่อจริงๆของเธอคือ ชารีส เพ็มเพ็งโก เป็นชาวฟิลิปปินส์โดยกำเนิด
ชีวิตวัยเด็กเธอลำบากมากครับ พ่อเธอขี้เมาไม่ดูแลครอบครัวและชอบซ้อมแม่
แม่เลยต้องหอบลูกเล็กๆสองคนหนีมาลำบากทำงานต๊อกต๋อย
เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและลูกๆไปวันๆความจน เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ชารีสหัดร้องเพลง
และเริ่มเดินสายร้องประกวดชิงรางวัลตามเวทีต่างๆ ตั้งแต่อายุแค่เจ็ดขวบ
เจ็ดขวบนี่ หลายคนยังนอนตีพุงดูการ์ตูนเนทเวิร์ค โดราเอมอน
เล่นกระโดดเชือก และทำอะไรไม่เป็นนอกจากร้องจะไปเที่ยวสวนสนุกอยู่เลย
แต่ชารีสช่วยแม่ทำงานเลี้ยงครอบครัวแล้วเธอดังขึ้นมาเพราะไปประกวดร้องเพลงในทีวีรายการหนึ่ง ตอนอายุ 12
ครั้งนั้นเธอได้ที่สาม แต่มีคนที่ชอบเสียงเธอเอาคลิปไปใส่บนยูทูป
เธอเลยเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้ไปร้องโชว์ในรายการทีวีของเกาหลี
แล้วเอเลน ดีเจนเนอรีส ก็เชิญเธอไปออกรายการสองครั้ง
ตามด้วยโอปราห์ วินฟรีย์โชว์ รายการโชว์อันดับหนึ่งของอเมริกา
แถมโอปราห์ยังยกหูโทรศัพท์ โทรหาเดวิด ฟอสเตอร์ ฝากชารีสด้วยตัวเอง
เดวิด ฟอสเตอร์ ขัดเกลาชารีส แล้วพาขึ้นคอนเสิร์ตของเขา
ที่จบลงด้วยฝรั่งทั้งฮอลล์ยืนปรบมือให้เด็กเอเชียนอายุแค่ ๑๖ ปีในตอนนั้น
ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าคนอเมริกา รู้จักเธอครึ่งประเทศได้นะชารีสมีวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเธอโตมากับความสบาย ความสุข
เธอไม่มีพ่อ เธอเสียโอกาสที่จะได้กินอยู่เที่ยวเล่นสบายเหมือนเด็กทั่วไป
ถ้าบ้านเธอรวย ชีวิตเธอสบาย ตอนนี้เธอก็คงเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง
ไม่ใช่ชารีสนักร้องอัจฉริยะที่โลกรู้จักตอนนี้แต่เธอไม่ได้มีวันนี้เพราะชีวิตเธอลำบากอย่างเดียวนะครับ
เพราะคนมีชีวิตลำบากหลายคนก็ไม่ได้เลือกทางเดินชีวิตที่ดี
แต่เพราะเธอรู้จักปฏิบัติต่อความลำบาก ด้วยสติ ปัญญา ด้วยความเพียรด้วยเธอไม่ใช่ตัวอย่างเดียวที่ต้องเผชิญทุกข์ ยาก ลำบาก ความสูญเสีย
แล้วเติบโตงอกงามขึ้นจากความสูญเสียนั้นมีเรื่องเล่าว่า เจ เค โรวลิง นักเขียนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก
เธอนั่งเขียนพล็อตแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ บนกระดาษเช็ดปากที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
ที่เธอไปนั่งอาศัยไออุ่น เพราะบ้านโดนตัดแก๊ส ตัดไฟ เพราะไม่มีเงินจ่าย
ที่ไม่มีเงินจ่าย เพราะเธอตกงาน และสามีเธอทิ้งไป
เธอเลยนั่งระบายความทุกข์ เป็นตัวละครตัวหนึ่ง ที่โตมาในสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น
แต่มีเวทย์มนต์เสกโน่น นั่นนี่ขึ้นมาได้ และกลายเป็นแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ในเวลาต่อมาถ้าสามีไม่ทิ้ง ถ้าเธอไม่ตกงาน เธอคงไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีเวลา
และแรงบันดาลใจมานั่งเขียนหนังสือ ว่าไหมครับ
ป่านนี้เธอคงเป็นแม่บ้านนั่งขัดพื้นครัว หน้ามันอยู่ที่ไหนสักแห่งในอังกฤษพวกเราที่นั่งอ่านบทความนี้อยู่ ก็คงมีเรื่องทุกข์ใจกันไปคนละอย่างสองอย่าง
มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่เหตุปัจจัย และกรรมวิบากของแต่ละคนหลวงตาพระมหาบัว ท่านสอนว่า
“การไม่ยอมรับในความทุกข์ความลำบากบ้างเลย
แต่จะเอาความวิเศษเลิศโลกขึ้นมานั้นไม่มีทาง” (จากทวิตของคุณหมอก้วยครับ)ลองมองทุกข์ในมุมใหม่ วางใจให้เป็นเวลาเห็นการสูญเสียในชีวิต
เพราะวิกฤต มันมักจะมีโอกาสซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ นะครับสุขสันต์วันที่ยังมีทุกข์ให้รู้ครับ
ขอบคุณที่มา: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aston27&date=25-04-2011&group=11&gblog=62